ออกกำลังกาย แต่ทำไมยังป่วย? - TENTEERACHOT

ออกกำลังกาย แต่ทำไมยังป่วย?

เคยไหมครับออกกำลังกายแล้วยังป่วย? กินอาหารดีแล้วยังป่วย? ดูแลตัวเองดีแล้วยังไม่สบาย เป็นหวัด? งงไหมครับ? เท็นก็งงครับ

เพราะความมุ่งมั่นที่เท็นอยากจะมีสุขภาพที่ดีที่สุด (ไม่ใช่แค่สุขภาพดี) ทำให้เท็นผ่านประสบการณ์ และ ศึกษา อะไรมาหลายอย่างมากครับ

ในการเป็นฟิตเนสโค้ช ตัวเท็นเองก็รักษาสุขภาพทุกๆวัน คอยทำให้ตัวเองมีสุขภาพดีอยู่สม่ำเสมอ และ เท็นก็ได้ให้คำแนะนำกับคนหลายๆคนรอบตัว เท็นคิดว่ามันมี 3 เหตุผลหลักๆว่าทำไมเราดูแลตัวเองดีแล้ว แต่ก็ยังป่วยครับ (อาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ครับ แต่เท็นเอาสิ่งที่ชัดเจน และ ทุกคนสามารถเอาไปปรับใช้ได้ทันที)

สาเหตุที่อาจจะทำให้เราป่วย

1. มลภาวะอากาศที่เป็นพิษ: ด้วยควันรถ ฝุ่นละออง การก่อสร้าง สิ่งต่างๆเหล่านี้ส่งผลต่อมลพิษในอากาศครับ เราสามารถเช็คคุณภาพของอากาศในกรุงเทพได้ที่ เว็บนี้ครับ เวลาเข้าเว็บไปเราก็จะเห็นหน้าแบบนี้ครับ

  • Air Quality Index เป็นตัวที่บ่งบอกคุณภาพของอากาศครับ ผมแปลจากเว็บต้นฉบับมาเป็นภาษาไทยให้ครับ
ค่าAir Quality Index(AQI) ระดับของคุณภาพอากาศ หมายความว่า
0 ถึง 50 ดี สภาพอากาศดี มลภาพวะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
51 ถึง 100 ปานกลาง สภาพอากาศพอรับได้ แต่คนที่อ่อนไหวอาจจะได้รับผลกระทบ
101 ถึง 150 ไม่ดีต่อสุขภาพสำหรับคนที่แพ้ง่าย อาจจะส่งผลกระทบสุขภาพกับกลุ่มคนที่อ่อนไหวแต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนทั่วไป
151 ถึง 200 ไม่ดีต่อสุขภาพ อาจจะส่งผลกระทบสุขภาพกับทุกคน คนที่อ่อนไหวจะได้รับผลกระทบมากกว่า
201 ถึง 300 ไม่ดีต่อสุขภาพมากๆ ทุกๆคนอาจจะได้รับผลกระทบทางสุขภาพ
301 ถึง 500 อันตรายต่อสุขภาพ ประชากรทุกๆคนได้รับผลกระทบ

*ค่า 100 ขึ้นไปกลุ่มคนที่อ่อนไหวควรระมัดระวังการอยู่กลางแจ้งนานๆ หรือ ออกกำลังกายกลางแจ้ง*กลุ่มคนที่อ่อนไหวเช่น: หอบหืด, มีโรคที่เกี่ยวกับปอด, มีโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ

2. อาหารการกิน: เท็นเชื่อว่าหลายๆท่านที่อ่านอยู่ทานอาหารดีต่อสุขภาพครับ เท็นก็เคยคิดว่าเท็นกินอาหารมีสุขภาพดีแล้วเมื่อก่อนแต่ก็ยังสงสัยว่าทำไมตัวเองยังป่วยบ่อยมากๆ แต่พอมาศึกษาดูดีๆแล้วลองปรับดูปรากฏว่าป่วยน้อยลงเยอะเลยครับจากการปรับสิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมไม่เคยรู้ตัว ตัวอย่างเช่น

  • ขาดวิตามิน: เท็นกินอาหาร “คลีน” อาหารที่ดีต่อสุขภาพมาตั้งแต่อายุ 16 แล้วครับ (ตอนนี้ 24) คิดว่าตัวเองทำดีแล้ว ไม่ทานของหวาน พยายามทานอาหารที่เป็นธรรมชาติ (Whole food) เช่น เนื้อสัตว์ ผลไม้ และหลีกเลี่ยง อาหารที่ผ่านกระบวนการ (Processed food) แต่ก็ยังสุขภาพไม่ดีเท่าที่ควร ป่วยบ่อย แล้วเท็นก็เพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองทานแต่ ไก่ เนื้อสัตว์ ผักธรรมดา ซึ่งสิ่งเหล่านี้แทบไม่มี สารอาหาร (Miconutrients) หรือวิตามินเลยครับ พอเท็นปรับโดยการทานผักผลไม้ที่มี Phytonutrients (สารในผักผลไม้ที่เกิดจากการป้องกันตัวเองจากสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดสีผลไม้ และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง) เช่น บร็อคโคลี่ บีทรูท อโวคาโด แต่เท็นก็ไม่ได้มีโอกาสทานผลไม้ทุกวัน (ทั้งหายากตามร้านอาหาร และ ราคาแพง) เท็นมักจะใช้วิตามินรวม ผักผลไม้สกัดเสริม มันเหมาะกับ lifestyle เร่งรีบทุกวันนี้มากครับ
  • น้ำมันพืช: ถ้าเราไปถามอากงอาม่าเรา หรือ คนสมัยก่อนว่า พวกเขาใช้น้ำมันอะไรผัดกับข้าว? คำตอบที่ผมได้มาก็คือ น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว แต่ทำไมปัจจุบันเรากินน้ำมันพืช? จากที่เท็นได้ศึกษามา เท็นพบว่าน้ำมันพืชเป็นน้ำมันราคาถูกหาซื้อได้ง่าย คนมันจะใช้กัน และด้วยการตลาดที่ว่าน้ำมันพืชมีประโยชน์ ร้านอาหารหลายๆร้านก็ใช้กัน เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา น้ำมัน แต่ข้อเสียของน้ำมันพืชก็คือ มันไม่คงทนกับความร้อนเอามาผัดกับข้าว และ มีสัดส่วน Omega-6 สูงกว่า (การกิน Omega-6 มากกว่า Omega-3 บ่อยๆ เยอะๆ จะทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ)

3. ความเครียดแบบเรื้อรัง (Chornic stress): ความเครียดมีสองแบบครับ

  • แบบแรกคือ Acute stress (ระยะสั้น) เป็นความเครียดที่ดี และ จำเป็นต่อการพัฒนาตัวเอง เช่น การสอบ การขึ้นไปพูดหน้าเวที
  • แบบที่สองคือ Chronic stress (ระยะยาว) เป็นความเครียดที่ไม่ดี โดยจะเป็นความเครียดเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นทุกวัน เช่น ความเครียดเรื่องการเงิน ความเครียดด้านการงาน ความเครียดด้านความสัมพันธ์

ตัวที่เป็นปัญหาคือความเครียดแบบ Chronic ครับ ความเครียดระยะยาวอาจทำให้เรา เป็นโรคหัวใจ เป็นโรคซึมเศร้า ภูมิคุ้มกันต่ำ ลดความอยากทางเพศ เป็นต้น

ประสบการณ์ส่วนตัว: ผมเคยมี Chronic stress ครับ เครียดเล็กๆน้อยๆ เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องการเงิน เรื่องอารมณ์ เป็นคนที่เศร้าและหดหู ตอนแรกผมก็คิดว่าไม่เป็นอะไร แต่ผมโชคดีมากผมได้รับการบำบัดโดยบังเอิญผ่าน Hypnotherpy (การบำบัดสะกดจิต จิตใต้สำนึก) (ในสัมมนา NLP จาก Panpho) หลังจากบำบัดเสร็จชีวิตผมดีขึ้นมาก ทั้งตาสว่าง ร่างกายฟิตขึ้น ทำงานได้ไวขึ้น ป่วยน้อยลง น่าแปลกใจใช่ไหมครับ

นอกจากนี้ผมก็

  • พยายามรู้ตัวมากขึ้นเมื่อเครียด (Awareness)
  • ใช้เทคนิคการหายใจเวลาเครียด (หายใจเข้า 3 วิท้องป่อง หายใจออก 6 วิท้องแฟบช่วยให้) ทำให้ระบบประสาทเรา ผ่อนคลาย (Parasymthetic nervous system)
  • เข้าสัมมนา NLP บ่อยๆ ล่าสุดก็ของ Tony Robbins: Unleash the Power Within 

ผมหวังว่า 3 ข้อหลักๆนี้ สภาพอากาศ การเลือกทานน้ำมัน วิตามิน และ สุขภาพทางจิตใจ จะทำให้หลายๆคนได้ตระหนักมากขึ้นนะครับว่าทำไมเราออกกำลังกายแล้วยังป่วย เพราะว่า แค่ออกกำลังกายไม่พอสำหรับสุขภาพที่ดีที่สุดครับ แค่เริ่มออกกำลังกายเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมีสุขภาพโดยรวมที่ดี หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆดูทีละอย่างครับว่าส่วนไหนที่เรายังปรับปรุงได้ แล้วค่อยๆปรับปรุง ค่อยๆทำให้มันดี

“เพื่อชีวิตที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดีที่สุด”

อ้างอิง

  1. https://draxe.com/10-ways-chronic-stress-is-killing-your-quality-of-life/
  2. http://www.health.com/cold-flu-sinus/healthy-immune-system-tips
Share the love..

About the Author

>