Fasting: อะไรคือ Intermittent fasting? (Updated: 2/2018) - TENTEERACHOT

Fasting: อะไรคือ Intermittent fasting? (Updated: 2/2018)

ผมทำ Intermittent Fasting (IF) เกือบทุกสัปดาห์ติดต่อกันมาได้สองปีแล้ว ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ข้อดีก็คือ Body Fat ผมไม่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผมไม่ต้องปฏิเสธขนมอร่อยๆ เช่น เวลาเพื่อนซื้อขนมมาให้ หรือ ต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน กินบุฟเฟ่ต์ สามารถดำรงชีวิตแบบคนปกติได้ กินขนมเหมือนคนอื่นๆได้ ครับ เพราะว่า IF เป็นรูปแบบการกินที่เราจำกัดช่วงการกิน และ ช่วงเวลาที่เราสามารถทานข้าวได้

ข้อดีหลักๆของ IF ก็คือ การควบคุมไขมัน ลดไขมัน หรือ ลดน้ำหนักครับ

More...

Intermittent Fasting คืออะไร?

 Intermittent Fasting (IF) คืออะไร? 

  • Intermittent แปลว่า เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกัน
  • Fasting เป็นการตั้งใจหยุดรับประทานอาหาร หรือ น้ำในช่วงระยะหนึ่ง

Intermittent fasting = การอดอาหารเป็นช่วงๆ (fasting) สลับกับ ช่วงระยะเวลาที่เราสามารถรับประทานอาหารได้ (feeding)

เพื่อให้เห็นภาพ ว่าตัวอย่างการทำ Intermittent fasting เป็นยังไงผมทำตารางให้ดูครับ


เราจะเห็นว่า ในช่วงสีแดงเป็นช่วงที่เราทานข้าวเท่านั้น (เที่ยงถึงสองทุ่มทุกวัน) เวลานอกจากนั้น คือเป็นเวลาที่เราอดอาหาร (สีเขียว) ซึ่งรวมถึงเวลาที่เรานอน (สีเทา) ด้วย

Intermittent fasting ไม่ใช่ diet เหมือน vegan, paleo, keto ครับ IF เป็นการให้ช่วงเวลาในการกินข้าว กินเมื่อไหร่ ไม่ใช่ กินอะไร

โดยทั่วไปแล้วเนี่ย มนุษย์เราก็ได้มีการอดอาหารอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพราะ ศาสนา หรือ ตามวัฒนธรรมครับ

Fasting vs Starvation (อดอาหาร vs อดอยาก)

ต่างกันยังไง? ข้อแตกต่างกันคือ ความสมัครใจ ครับ

การอดอาหารเป็นการทำโดยการสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ เราทำเพราะ ศาสนา หรือ วัฒนธรรม หรือ ในทุกๆวันนี้เราอดอาหารเพราะเรารู้ว่ามันมีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก โดยเฉพาะในการลดน้ำหนัก หัวใจหลักๆของ Fasting คือการ Balance ฮอร์โมนระหว่าง Insulin กับ Glucagon ครับ เพราะฮอร์โมนสองตัวนี้ทำหน้าที่สำคัญในการดึงไขมันมาใช้ หรือ กักเก็บไขมัน อดอยาก นี่คนละเรื่องนะครับ อดอยากนี่ไม่มีอันจะกิน ขาดแคลน food supply เหมือนในช่วงน้ำท่วมในเมืองไทยช่วงนึง ที่เราต้องกินแต่มาม่า

พูดภาษาคนทั่วไปเข้าใจง่ายๆก็คือ เวลาที่เรารับประทานอาหาร ร่างกายเราก็จะดึงพลังงานจากอาหารมาใช้ และ การรับประทานอาหารก็หมายความว่าร่างกายเราจะกักเก็บพลังงานส่วนเกินในรูปแบบของแป้งสะสมในร่างกาย (glycogen) หรือ ไขมัน (fat) แต่ การไม่รับประทานอาหาร หรือ การอดอาหาร ร่างกายเราต้องหาพลังงานมาเพื่อที่จะให้ร่างกายเราทำงานได้ปกติ พลังงานที่ร่างกายเราดึงมาใช้ก็มาจาก พลังงานที่เก็บอยู่ในร่างกายครับ เช่น แป้งสะสมในร่างกาย หรือ ไขมันที่สะสมในร่างกาย

คำว่า Breakfast ในภาษาอังกฤษก็มีความหมายนะครับ

(BREAK-FAST): Break คือการหยุดหรือจบสิ้น Fast คือการอดอาหาร

Breakfast ก็คืออาหารมื้อแรกที่เราทานในแต่ละวันและเป็นมื้อที่สิ้นสุดการ Fasting ของเรานั่นเอง

สื่อปัจจุบัน

ใครๆก็ได้ยินว่าเราต้องการใช้น้ำตาลเพื่อให้สมองแล่น ทำให้เรามีแรง ผมเคยมีเพื่อนคนนึงเอา chocolateมาให้กินก่อนผมเข้าห้องสอบ บอกว่าสมองจะได้แล่น จริงหรือ? แล้วใครกันแน่ที่ถูก? Chocolate ขายได้ครับ แต่ Fasting สิมันขายไม่ได้ เพราะมันไม่มีสินค้านิ เราก็น่าจะเห็นโฆษณาปัจจุบันในสินค้าหลายๆตัวนะครับว่าเขาโปรโมทการทาน น้ำตาลมาแค่ไหน

ถ้า Fasting มันดี แล้วทำไมคนไม่ทำกัน? 

ผมว่าเป็นเพราะความไม่รู้มากกว่าว่าการอดอาหารแบบถูกต้องมีผลดีต่อสุขภาพมากครับ เรามักจะได้ยินกันว่าต้องทานข้าวทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ไม่งั้นร่างกายจะไม่มีแรง จะขาดสารอาหาร หรือ ตื่นมาต้องทานข้าวทันทีไม่งั้นเวียนหัว ผมคิดว่าไม่มีอะไรผิดกับความคิดแบบนี้หรอกครับ แต่เราต้องคำนึงถึง lifestyle เราว่า ร่างกายเราต้องการพลังงานมากขนาดนั้นเลยหรอในเมื่อ lifestyle เราใช้เวลา 8-12 ชั่วโมงแต่ละวัน ในการนั่งเฉยๆ นั่งดูทีวี นั่งในรถ นั่งกินข้าว นั่งทำงาน นั่งคุย ผลสุดท้ายที่ผมเห็นก็คือ คนส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวที่เกินเพราะวิธีคิดแบบนี้ครับ

วิธีคิดแบบใหม่?

ผมไม่คิดว่ามันเป็นวิธีคิดแบบใหม่หรอกครับ มนุษย์เราดั้งเดิมทำ Fasting มาตลอดครับในอดีต เราไม่ได้ตื่นมามีอาหารให้ทานเหมือนยุคสมัยนี้ เราตื่นมาก็มีตู้เย็น มีอาหารพร้อมทานทันที ดังนั้นถ้าเราศึกษาดีๆ คนเราสมัยก่อนจะไม่มีโรคอ้วนมากเท่ากับทุกๆวันนี้ครับ

แล้วเวลาเราป่วยหละ ลองนึกไปดูเวลาที่เราป่วยดูครับ ร่างกายเราต้องการทานอาหาร หรือ ไม่อยากอาหาร? เวลาเราป่วยคนรอบๆตัวเราก็บอกว่าต้องทานอาหารนะ แต่ร่างกายเราพูดว่าอย่างไรหละ? เวลาผมป่วย โดยเฉพาะเวลาท้องเสียอาหารไม่ย่อย ผมไม่อยากทานอะไรเลยครับ แล้วผมก็ไม่ทาน ผลก็คือหายเร็วครับ ยิ่งทานยิ่งแย่ แล้วผมก็ลอง อดอาหาร 36 ชั่วโมง มาแล้วครับ ผลก็คือผมยังมีชีวิตอยู่ครับ

Share the love..

About the Author

>